Joan of Arc
posted on 30 Aug 2008 00:25 by lizmrythmไหนๆก็นานๆมาอัพฯที เลยเอาเรื่องที่มีสาระมาฝากกันมั่งอ่ะ อูส่าห์นานๆ จะเป็นคนที่มีสาระกะคนอื่นเขาบ้างอ่ะเนี่ย หุหุ
โยนออฟอาร์ค วีรสตรีชาวฝรั่งเศส เกิดวันที่ 6 มกราคม ค.ศ.1412 ที่ตำบลเดอเรมี ชนบทเล็กๆ แห่งหนึ่งของมณฑล โลเรนบิดาของเธอชื่อ Jacques d’ Arc เป็นชาวบ้านธรรมดา คงเป็นเพราะรายได้ไม่อำนวยให้ หรือ เหตุผลอื่นใดไม่ปรากฏ บิดามิได้ส่งเธอเข้าเรียนในโรงเรียนใดเลย เธอจึงอยู่ในสภาพที่ไม่รู้จักอ่านเขียน แต่เธอเป็น ผู้ชำนิชำนาญในการเย็บปักถักร้อยและศรัทธาอย่างประหลาด ทั้งเพียบพร้อมไปด้วยความสุภาพละมุนละม่อมต่อคนยากจน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งอันเล็กน้อยในสายตาของมนุษย์ แต่ในทัศนะของพระผู้เป็นเจ้า เธอได้รับยกย่องอย่างสูง
ในฤดูร้อนแห่งปี 1425 กล่าวคือ เมื่อเธออายุได้ 13 ปี เธอรู้สึกว่าพระผู้เป็นเจ้าได้เลือกสรรเธอให้เป็นผู้กอบกู้ประเทศชาติ ซึ่งกำลังตกอยู่ในความทุกข์ยาก ขณะที่เธอคุกเข่าอยู่ในวัด เป็นเวลาหลายชั่วโมง ต่อหน้าพระแท่น ซึ่งมีโคมไฟ แสงสลัว ๆ และขณะที่เธอกำลังเฝ้าฝูงแกะอยู่ ณ ทุ่งหญ้าชายเขา เธอมักจะได้ยินเสียงซึ่งสั่งเธอว่า “จงรีบไป ไป! เราจะช่วยเจ้า”
ประชาชนในละแวกนั้น เมื่อได้ทราบข่าวนี้ ต่างพากันมายังสถานที่ที่เธอได้ยินเสียง ณ ชายเขานั้นทุกคนได้เห็นเมฆลอยมาหยุดอยู่เบื้องบน และปรากฏอาการที่น่าอัศจรรย์ต่าง ๆ บนใบหน้าของเธอ จึงเชื่อว่าเธอคงเห็นภาพประหลาด คงเป็นภาพเทวดาหรือวิญญาณที่ประจักษ์มาแก่เธอ
เธอได้ตัดสินใจเรียนให้บิดาทราบว่า นักบุญมีคาแอล นักบุญมาร์กาเร็ต และนักบุญแคททาริน ได้ประจักษ์มาสั่งให้เธอไปช่วยประเทศชาติ และปลุกใจให้เธอกล้าหาญเธอมักจะได้ยินเสียงสั่งเป็นทำนองเดียวกันเสมอว่า “มหันตภัยกำลังคุกคามประเทศชาติ ” และเมื่อตอบว่า เธอเป็นเพียงเด็กหญิงจน ๆ ซึ่งไร้การศึกษา ขี่ม้าก็ไม่เป็นรบก็ไม่เป็น เสียงนั้นจะกระตุ้นเตือนว่า “ นี่เป็นคำสั่งของพระนะ”
บิดาของเธอซึ่งเป็นคนค่อนข้างจะฉลาด จึงกล่าวแก่เธอว่า “ โยนออฟอาร์ค เจ้าน่ะ ฝันไปเสียแล้ว เจ้าจะอยู่บ้านแต่งงาน มีสามีไว้คุ้มครองจะมิดีกว่าหรือ” แต่เธอตอบกับบิดาว่าเธอได้ปฏิญาณไว้แล้วว่าจะอยู่เป็นพรหมจรรย์ไม่แต่งงาน และต้องไปช่วยประเทศชาติตามคำสั่งแห่งสวรรค์
บังเอิญในขณะนั้นมีข้าศึกหมู่หนึ่งเดินทางมาถึงหมู่บ้านของ โยนออฟอาร์ค ได้เผาวัด และบุกรุกชาวบ้าน ความโหดร้ายทารุณที่เธอเห็น ยิ่งทำให้เป็นที่สะเทือนใจเธอทวีขึ้น เสียงและภาพประจักายังปรากฏแก่เธอเสมอ กล่าวแก่เธอว่า ตามคำทำนาย เธอเป็นหญิง ซึ่งจะกอบกู้ประเทศฝรั่งเศส และให้เธออยู่ช่วยพระเจ้าชาร์ล จนกระทั่งพระองค์ได้รับการราชาภิเษกจนสำเร็จ ณ เมืองฮาลร์ และได้เดินทางไปหาท่านบอดีกัวร์ ซึ่งจะนำเธอไปยังสำนัก พระเจ้าชาร์ล
บิดาของเธอคงกล่าวแก่เธอว่า “ โยน พ่อขอบอกกับเจ้าว่า เจ้าน่ะฝัน” เธอได้ออกเดินทางไปกับคุฯลุงของเธอ ซึ่งเป็นคนจน ๆ คนหนึ่ง มีอาชีพทำเกวียนขาย แต่เป็นผู้ที่เชื่อในเหตุการณ์ที่เป็นมาแก่เธอ เธอกับคุณลุงเดินทางไปด้วยความยากลำบาก ผ่านภูมิประเทศที่กันดาร ผ่าดินแดนที่เป็นปรปักษ์ โจรผู้ร้ายก็ชุกชุม จนกระทั่งบรรลุถึงที่พำนักแห่งท่านบอดีกัวร์
เมื่อท่านบอดีกัวร์ ทราบว่าเธอเป็นหญิงสาว ผู้อ้างตนว่าได้รับฉันทะจากสวรรค์ให้เป็นผู้กอบกู้ประเทศฝรั่งเศสและมีลุงซึ่งเป็นคนจนๆ คนหนึ่งติดตามมารับรอง ท่านบอดีกัวร์ก็หัวเราะอย่างขบขัน และสั่งให้ให้ไล่ไป แต่ในไม่ช้า เมื่อเขาเห็นเธอสวดภาวนาอย่างเร้าร้อนในวัด และเห็นกิริยาอาการของเธอที่ปรากฏต่าง ๆ มิได้เป็นอันตรายแก่ผู้ใด เข้าจึงให้ตามตัวเธอมาและไต่ถามเธอ จึงยอมตามประสงค์ของเธอ เขาจัดม้าให้เธอหนึ่งตัวมอบกระบี่ให้ และให้ทหาร 2 นาย นำเธอไปยังสำนักพระเจ้าชาร์ล แต่เสียง ได้บอกกับเธอว่าให้แต่งกายอย่างชาย ฝ่ายคุณลุงของเธอเฝ้ายืนดูหลานสาว ซึ่งค่อยๆ ลับตาไปด้วยความประหลาดใจ ก็ได้กลับบ้านซึ่งคิดว่าเป็นที่ที่ดีที่สุด
โยนออฟอาร์ค และนายทหารทั้งสองขี่ม้ามาถึงราชสำนักและหลังจากได้รีรออยู่สักครู่หนึ่ง ก็ได้รับอนุมัติใหัเข้าได้ทันทีเธอย่างก้าวเข้าไปในท้องพระโรง เธอกวาดสายตาดูพระเจ้าชาร์ลซึ่งปลอมพระองค์ประทับอยู่ท่ามกลางอัศวิน เธอได้เดินตรงเข้าไปหาพระองค์ ย่อเข่าลง และทูลว่า “ขอพระองค์ทรงพระเจริญ! ข้าแต่พระราชาผู้อ่อนโยน” “ แต่เรามิใช่พระราชา” พระเจ้าชาร์ลตรัสตอบ ทรงรู้สึกประหลาดพระทัย “ หม่อมฉันคือโยนออฟอาร์ค ข้าผู้รับใช้ พระผู้เป็นเจ้าได้ส่งหม่อมฉันให้มาช่วยพระองค์ และประเทศชาติให้มากอบกู้มณฑล ออร์เรออง และให้พระองค์ รับการราชาเษก ณ เมืองฮาลร์” พระราชาทรงประหลาดพระทัยยิ่งนัก เชื่อว่าเป็นความจริง แต่เหล่าอัศวินได้คัดค้านพระองค์อย่างแข็งแรง จนทำให้พระองค์ทรงลังเลพระทัย
เธอต้องพิสูจน์ตนเองหลายประการ แต่ประการหนึ่งที่ทุกคนยอมจำนนเธอ คือ เธอกล่าวว่า มีกระบี่เก่าแก่เล่มหนึ่งในพระวิหารนักบุญคัททาริน มีเครื่องหมายกางเขน 5 แห่ง สลักอยู่ที่ใบมีด กระบี่นั้น นักบุญคัททารินสั่งให้เธอนำมาใช้
ไม่มีใครเคยทราบเลยเกี่ยวกับกระบี่โบราณเล่มนี้ แต่เมื่อได้ค้นหาในพระวิหารก็พบจริง ๆ ลักษณะของกระบี่ ตรงตามที่เธอบอกไว้ถูกต้องทุกประการ ทั้งนี้มิได้เป็นการเพียงพอหรือ แต่พระเจ้าชาร์ลได้ทรงเชิญประชุมบรรดาคณะสังฆราชา และพระสงฆ์ ทรงขอความเห็นว่า หญิงสาวนี้ได้รับอำนาจจากพระหรือจากปีศาจ เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้มีการถกเถียงกันอย่างยืดยาว ในที่สุดเป็นที่ยอมรับกันว่า โยนออฟอาร์คเป็นผู้ได้รับการดลใจจากสวรรค์ เหตุการณ์อัศจรรย์นี้ได้เปลี่ยนหัวใจของทหารพระเจ้าชาร์ลให้เกิดความห้าวหาญ คึกคัก และทำให้ทหารในกองทัพอังกฤษเกิดความท้อใจ หวั่นเกรง เพราะอังกฤษถือว่า โยน เป็น “ แม่มด”
บัดนี้ เธอมิใช่ชาวชนบท ซึ่งขี่ม้าไม่เป็น เธอกระโดดขึ้นหลังม้า ด้วยท่าทางอันปราดเปรียว ม้าที่เธอขี่เป็นม้าสีขาว งามสง่า ร่างกายของเธอใส่เสื้อเกราะ มันขลับ กระชับกาย ติดกระบี่ซึ่งได้มาจากวิหาร มือข้างหนึ่งถือธงสีขาว มีสัญลักษณ์แห่งสวรรค์ และจารึกคำว่า เยซู มารีอา ในสภาพอันสง่านี้ เธอนำทหารมากมายกองหนึ่ง มีเสบียงอาหารมาพร้อมสรรพ ช่วยเหลือประชาชนชาวอองเรออง ผู้อดอยากในไม่ช้าเธอก็มาปรากฏอยู่หน้าเมืองอองเรออง
เมื่อประชากรบนกำแพงเมืองเห็นเธอ ต่างส่งเสียงร้องว่า “ วีรสตรีมาแล้ว วีรสตรีแห่งคำทำนาย มาช่วยเราแล้ว! ” เธอได้กระบวนทัพบุกทันที ทำให้ชาวฝรั่งเศส ทั้งหลายเข้มแข็งยิ่งขึ้น และทหารอังกฤษตกใจกลัว ถูกโจมตีจนป้อมที่สร้างล้อมเมืองไว้แตกและถอยทัพ ทหารและเสบียงเป็นอันมากถูกจับ และเข้าเมือง เมืองอองเรอองปลอดภัยแล้ว
โยนออฟอาร์ค วีรสตรีแห่ง อองเรออง อยู่ภายในกำแพงเมือง 2 – 3 วัน และได้จดหมายสั่งให้ทหารอังกฤษถอยออกจากดินแดนฝรั่งเศสตามความประสงค์แห่งสวรรค์ แต่แม่ทัพอังกฤษได้ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ไม่เชื่อเลยว่าเธอ รู้อะไรเกี่ยวกับความประสงค์แห่งสวรรค์ ( แม่ทัพอังกฤษไม่พอใจเหล่าทหารที่ พูดกันว่า ถ้าเธอไม่ได้รับการดลใจจากสวรรค์เธอก็ต้องเป็นแม่มด และจะเป็นประโยชน์อะไรที่ไปรบกับแม่มด ) เธอจึงนำทัพภายใต้ร่มธงชัยของเธอบุกต่อไป
พวกข้าศึกยึดสะพานแห่งหนึ่งไว้ และตั้งมั่นอยู่บนสะพานแห่งนี้เธอมิได้รอช้าได้เข้าโจมตีทันที การสู้รบได้ดำเนินไปเป็นเวลา 14 ชั่วโมง เธอทอดบันไดด้วยตัวเอง และปีกำแพงป้อม แต่ถูกลูกศรยิงที่คอ ตกลงมาในคู ทหารนำเธอออกมาจากสนามรบ และเอาลูกศรออก เธอกรีดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ตามประสาหญิง แต่ ณ ทันใดนั้น เธอกล่าวว่า ได้ยินเสียงพูดกับเธอ และปลอบเธอให้สงบ สักครู่หนึ่ง เธอลุกขึ้น และนำเหล่าทหารเข้าบุก เมื่อพวกอังกฤษเห็นว่าเธอถูกยิงตก และคิดว่าคงตายเสียแล้ว และกลับเป็นเธออีกต่างตกใจกลัว และบางตนร้องว่าเห็น เทวดา มีคาแอล ขี่ม้าขาวมารบเพื่อฝรั่งเศส ที่สุดฝ่ายข้าศึกได้สูญเสียสะพานนั้น ป้อมถูกยึด และวันรุ่งขึ้น เขาได้ถอยทัพและเผาที่มั่นนั้นเสีย
แต่ท่านแม่ทัพ ลอด ฟอร์ค เองได้ถอยทัพกลับไปยังเมืองซาซอง ซึ่งห่างจากนั้นไม่กี่ไมล์ เธอจึงไปตั้งล้อมและจับตัวไว้เป็นเชลย ในขณะที่ธงชัยสีขาวของเธอ ปลิวสะบัดอยู่บนกำแพงเมือง เธอได้ถูกหินขว้างศีรษะตกลงไปในคู แต่เธอยิ่งร้องหลักขึ้นในขณะที่เธอนอนว่า “ บุกเข้า บุกเข้า พวกเรา! อย่ากลัว พระให้เราชนะ” กิตติศัพท์นี้ทำให้บรรดาปรปักษ์ทั้งหลายยอมจำนน โดยมิได้สู้รบ ที่ปาเต กองทัพอังกฤษที่เหลืออยู่ได้ประสบความปราชัยอย่างใหญ่หลวง ทหารอังกฤษ 1,200 คน ได้นอนตายอยู่ใต้ร่มธงชัยอันขาวบริสุทธิ์ของเธออย่างราบคาบ
เธอได้เตือนพระเจ้าชาร์ลให้เดินทัพไปยังมณฑลฮาลร์ เพราะงานชิ้นแรกของเธอสำเร็จ เหลือแต่การราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลที่ฮาลร์ พระเจ้าชาร์ล ซึ่งปลีกพระองค์จากการสู้รบในขณะที่โยนออฝอาร์คกอบกู้ประเทศชาติ เมื่อทรงฟังคำของเธอ เช่นนี้ก็หาร้อนพระทัยที่จะเดินทัพไปไม่ เพราะฮาลร์อยู่ไกล จะต้องเดินทางผ่านอังกฤษ และดยุคแห่งบลูดียองซึ่งมีกำลังเข้มแข็งมาก อย่างไรก็ตามเธอพร้อมด้วยกำลังทหารหมื่นคนได้เดินทัพไป เมืองใดที่ยอมอ่อนน้อม พวกทหาร ของเธอก็เชื่อเธอ แต่ถ้าเมืองใดต้องกำราบกันด้วยความลำบาก พวกทหารก็มักบ่นว่าเธอเป็นผู้เสแสร้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมือง ทวา ซึ่งในที่สุดก็ได้ยินยอมโดยการเกลี้ยกล่อมของท่านรีชาร์ด พระสงฆ์แห่งเมืองนั้น
ในที่สุด โยนออฟอาร์ค วีรสตรีกับพระเจ้า ชาร์ล และทหารหนึ่งหมื่น ซึ่งบางครั้งก็เชื่อ บางครั้งก็ไม่เชื่อในตัวเธอ ได้เดินทางมาถึงเมืองฮาลร์ และในพระวิหารแห่งฮาลร์ พระเจ้าชาร์ลได้รับการอภิเษกในท่ามกลางประชาราษฎร์มากมาย โยนออฟอาร์ค ซึ่งยืนถือธงชัยของเธออยู่เคียงข้างกษัตริย์ตลอดพิธีฉลองชัยชนะนี้ได้คุกเข่าลงแทบพระบาทพระเจ้าชาร์ล และทูลพลางน้ำตาคลอว่า สิ่งที่ได้รับความดลใจให้ทำ ได้กระทำแล้วเธอขอรางวัลเพียงสิ่งเดียว คือ ขอให้เธอกลับบ้านซึ่งอยู่ห่างไกลไปหาบิดาซึ่งไม่เชื่อในตัวเธอ ไปหาคุณลุงผู้เป็นผู้ร่วมทางคนแรกของเธอ แต่กษัตริย์ตรัสว่า “ ไม่ได้” และได้แต่งตั้งเธอพร้อมทั้งครอบครัวให้เป็นขุนนางสูงสุดเท่าที่กษัตริย์จะพึงทรงแต่งตั้งให้ได้ ทรงมอบทรัพย์สมบัติให้เธอมีรายได้เทียบเท่าขุนนางสูงสุด
พระเจ้าชาร์ล ให้เธออยู่ช่วยพระองค์ในพระราชสำนัก เธอได้พยายามอบรมมารยาทของบรรดาทหาร และตั้งตนอยู่ในความศรัทธา เธอได้ขอกลับบ้านหลายต่อหลายครั้งถึงกับนำเสื้อเกราะของเธอไปแขวนในวิหาร ตั้งใจจะมิสวมใส่อีก แต่กษัตริย์ทรงชนะใจเธอทั้ง ๆ ที่เธอก็มิได้ทำประโยชน์อันใดแก่พระองค์ เธอจะต้องอยู่ต่อไป จนกระทั่งประสบเคราะห์กรรม
เมื่อท่านดยุคแห่งเบลฟอร์ด ผู้สามารถรวบรวมกำลังทัพอังกฤษ และเริ่มสงครามกับฝรั่งเศสอีก โดยยึดท่านดยุค แห่งบูลดียองไว้พึ่งพา พระเจ้าชาร์ลก็ทรงประสบความยุ่งยากขึ้นอีก บางครั้งพระองค์ทรงถามโยนออฟอาร์คว่า ได้ยินเสียงดลใจอีกหรือไม่ แต่เธอมิได้ให้คำตอบแก่พระองค์เหมือนก่อนความดลใจเปลี่ยนแปรไม่แน่นอน พระเจ้าชาร์ลทรงเดินทัพไปสู่ปารีส ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อพระองค์ และได้โจมตีหมู่บ้านนักบุญ โฮโนเร ในการรบครั้งนี้ เธอถูกแทงตกลงในคูอีก ทุกคนในกองทัพละทิ้งเธอ ไม่มีใครช่วยเธอเลยเธอซึ่งกำลังนอนอยู่ท่ามกลางซากศพ และพยายามคลานออกมาอย่างสุดความสามารถ และแล้วดาบคู่ชีวิตของเธอได้หักโดยบังเอิญ ชะตาของเธอได้แสดงความกล้าหาญอย่าเด็ดเดี่ยว เธอได้ถูกทอดทิ้งอย่างน่าสมเพช กระนั้นก็ดีเธอก็สู้รบจนถึงที่สุด ทหารคนหนึ่งดึงเธอลงจากหลังม้า เธอถูกจับ ฝ่ายปรปักษ์ ต่างแซ่ซ้องในความพ่ายแพ้ของเธอ เธอถูกขายแก่ศัตรูอีกต่อหนึ่งในราคาประมาณ 8 แสน 8 หมื่นบาท เธอถูกจำคุกและนำไปไต่สวน สอบสวนครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่น้อยกว่า 16 ครั้ง หัวใจของเธอเหนื่อยอ่อน เธอถูกขู่เข็ญประเล้าประโลม จนเสียรู้เล่ห์เหลี่ยมซึ่งเขาวางแผนการไว้ เธอถูกตัดสินประหารชีวิตให้ถูกเผาทั้งเป็น ในวันที่ 29 พฤษภาคม ค. ศ.1431 เธอถูกนำตัวไปยังที่ประหาร ณ เมืองรูออง เขาได้เตรียมที่ยกพื้นไว้เรียบร้อย หลักใหญ่อันหนึ่งปักอยู่เพื่อผูกเธอ มัดฟืนวางไว้รอบ ๆ หลักนั้นมันเป็นภาพที่สะเทือนใจอย่างยิ่ง กระนั้นก็ดี โยนออฟอาร์ค หญิงสาวผู้น่าสงสาร ยังคงเทิดทูนพระเจ้าชาร์ล ผู้มีน้ำพระทัยขลาดซึ่งละทิ้งเธอ
เธอผู้ประกอบวีรกรรมซึ่งไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนถูกทอดทิ้งอย่างเดียวดาย ในท่ามกลาง บรรดาปรปักษ์ ผู้มีใจเป็นสุนัขป่าสวมไว้ซึ่งหนนังแกะ มีบางคนสงสารเธอได้ลุกออกไป เพราะไม่สามารถทนดูภาพอันน่าอนาถนี้ เธอขอกางเขนมาจูและกอด พลางเอ่ยพระนาม
“ พระเยซู ” ควันและเปลวเพลิงผสมกับเสียงกรีดร้องของเธอ เป็นที่สั่นสะเทือนอย่างสุดซึ้งแก่ผู้เป็นศัตรูของเธอ หลายคนได้ยินเสียงว่า
“ ความหายนะจะบังเกิดแก่เรา เราจะพ่ายแพ้เพราะได้ฆ่านักบุญ ”
เธอถึงกาลอวสานเมื่ออายุ 19 ปี เขาเอาเถ้าศพของเธอทิ้งลงในแม่น้ำแซง แต่เถ้าเหล่านี้จะรวมตัวกลับเป็นขึ้นมา สักวันหนึ่ง
ตั้งแต่เธอถูกจับเป็นเชลย ไม่มีใครสักคนในราชสำนักคิดช่วยเหลือเธอ ซึ่งก็ไม่เป็นการแปลกประหลาด สำหรับบุคคลที่ไม่ซื่อต่อสิ่งต่าง ๆ ไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเอง ไม่ซื่อสัตย์ต่อคนอื่น ไม่ซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติ ไม่ซื่อสัตย์ต่อสวรรค์ ไม่ซื่อสัตย์ต่อโลก จะมาซื่อสัตย์ต่อหญิงสาวชนบทผู้หนึ่งซึ่งปราศจากที่พึ่งได้อย่างไร
หลังจากที่ทางพระศาสนจักร ได้ค้นคว้า และรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ เกี่ยวกับอัศจรรย์ซึ่งมีขึ้นโดยคำวิงวอนต่อ เธออย่างเรียบร้อยแล้ว ก็ได้ประกาศสถาปนาเธอขึ้นเป็น “ นักบุญโยนออฟอาร์ค ” ในวันที่ 18 เมษายน ค. ศ. 1909
ขอบคุณข้อมูลจาก คุณArtherust มากมายค่ะ จากบอร์ดนักสืบเยาวชน หุหุ